สิ้นสุด – เริ่มต้น
วันนี้เป็นวันที่นำเสนอโครงการเพื่อให้อาจารย์ได้ทราบถึงกระบวนการการทำงานต่างๆของพวกเรา ทั้งสิ่งที่อาจารย์ได้ทราบมาก่อนและในสิ่งที่ไม่เคยทราบมาก่อน ต่อจากนั้นอาจารย์ทั้งสองท่านก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการนำเสนอและรูปเล่มรายงาน ในเรื่องการนำเสนอนั้นผมควรจะไปฝึกในเรื่องการพูดให้ดีขึ้น ส่วนเรื่องรูปเล่มรายงานเราต้องใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของรูปเล่มรายงานและการนำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจของการนำเสนอนั่นก็คือ กระบวนการคิดวิเคราะห์ของพวกเรา จากข้อเสนอแนะของอาจารย์ทั้งสองทำให้ผมทราบว่า การทำงานของผมนั้นยังไม่ละเอียดรอบคอบพอ ยังละเลยในสิ่งที่ควรทำ โดยสิ่งเหล่านี้ผมจะนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป
จากการประเมินตนเอง Self Assessment ผมตกอยู่ในช่องของ Authoritarian เป็นกลุ่มที่มุ่งหวังผลงานสูง โดยอาจไม่ค่อยใส่ใจกับรอบข้าง ต่อไปก็จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ
ถึงแม้การเรียนในวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่มันก็เป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นที่เราต้องนำสิ่งที่ได้รับไปปรับปรุงและนำไปใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองและคนรอบข้างของเราต่อไป
พืชเมล็ดหนึ่งที่เดินทางไปโดยไม่มีจุดหมาย เดินทางไปตามทางของมัน ริมถนนบ้าง บนโขดหินบ้าง แต่ละวันก็จะพบกับแรงต่างๆในธรรมชาติ เช่น แรงลม แสงแดด สายฝน ทำให้มันกระเด็นไปโดยไม่มีทิศทาง จนวันหนึ่งด้วยความบังเอิญทำให้เมล็ดพืชเมล็ดนั้นได้ตกมายังดินที่ดี ดินที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆและความชุ่มฉ่ำ โดยสิ่งเหล่านี้ที่ดินเป็นผู้ป้อนให้เมล็ดพืชเมล็ดนั้นทำให้เมล็ดพืชนั้นได้เติบโต เป็นต้นกล้าที่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับแรงลม แสงแดด สายฝนได้ และพร้อมที่จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ในอนาคตที่พร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขาให้ร่ม ออกดอกออกผลแก่คนทั่วไป และในวันหนึ่งต้นไม้ต้นนั้นจะกลับมาเป็นดินอีกครั้ง
ขอบคุณครับดิน จากต้นกล้า
22 กันยายน
หลังจากที่ ผอ.การคลัง อ.ปราณี มาสอนทำให้ผมคิดว่า ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำงานในทุกบริษัทในทุกองค์กร แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้เริ่มขาดหายไปจากสังคมไทย จึงส่งผลให้องค์กรต่างๆรวมถึงประเทศของเราไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่สิ่งหนึ่ง
ที่ทำให้สังคมเราเปลี่ยนไปเช่นนี้ ผมคิดว่าเกิดจากการที่เรารับวัฒนธรรมจากต่างชาติเข้ามา
รับวัฒนธรรมบริโภคนิยม วัตถุนิยม รับเข้ามาโดยที่เราไม่พร้อมที่จะรับมัน ทำให้คนเห็นความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ เมื่อคนเราให้ความสำคัญกับวัตถุมาก กว่าจิตใจก็จะทำให้เราเกิดความอยาก อยากมี อยากได้ และปัจจัยที่สนองความต้องการ
ในความอยากของเราก็คือ “เงิน” เพราะเงินทำให้เรามีสิ่งของที่เราอยากมี อยากได้ ดังนั้นปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์จึงตามมาเพื่อที่เราจะได้สิ่งของที่เราต้องการมาเร็วขึ้น
เพื่อมาตอบสนองความต้องการ ของเราและเพื่อให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย
ในสังคมที่เร่งรีบอย่างในปัจจุบันสิ่งที่ทำให้เขาคิดว่า จะทำให้เขามีความสะดวกสบายมากขึ้นเช่นรถยนต์นั้นเราเคยคิดกันบ้างไหมว่า
ถึงแม้ว่าเราจะมีรถยนต์ที่พาเราให้ไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้นแต่เราก็ต้องทนกับรถที่ติดขัด
ทนอยู่บนสิ่งที่เราคิดว่าจะพาเราไปถึงที่หมาย ได้เร็วขึ้นและเมื่อเรามีมันเราต้องให้ความสำคัญกับมัน สนใจมันเหมือนมันเป็นญาติของเราว่า น้ำมันหมด หม้อน้ำแห้ง ต้องตรวจเช็คสภาพรถทุก สามเดือน
“ลองถามตัวเองดูว่าคุณให้ความสำคัญกับคนรอบข้างคุณเท่ากับสิ่งของรอบตัวคุณหรือไม่ มันถึงเวลาแล้วหรือยัง”
เคยคิดกันบ้างไหมว่าทำไมคนในอดีตถึงสามารถอยู่กันได้โดยไม่ต้องมีรถ ไม่ต้องมีสิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายนัก นั่นก็เพราะว่าเขาอยู่ด้วยการช่วยเหลือกัน พึ่งพาอาศัยกันด้วยใจไม่ใช่ด้วยเงินเหมือนในปัจจุบันที่ทำอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด การทำสัญญา การเรียนการเงินการคลัง เรียนไว้ก็เพื่อกันคนอื่นมาโกงเรา ไม่เหมือนในอดีตที่ไม่ต้องมีสัญญาก็ทำงานร่วมกันได้ (แล้วทำอย่างไรความซื่อสัตย์ของคนไทยจึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ?)
เลยมีข้อเสนออีกสิ่งหนึ่งสำหรับผู้นำในทุกๆระดับว่า อยากให้ผู้นำทุกคน ผ่านคอร์สการเรียนฝึกอบรมความซื่อสัตย์ และมีประกาศนียบัตรความซื่อสัตย์ให้ และถ้าหากใครมีแล้วยังทำไม่ได้อีกก็ไม่สมควรจะเป็นผู้นำอีกต่อไป เพราะถ้าตะยังให้เป็นผู้นำอยู่ต่อไป งานที่เขาทำอยู่ส่วนนั้นก็คงจะมีการโกงกันต่อไป ทำให้ส่วนรวมเสียไปเปล่าๆ
สิ่งที่ประทับใจในการเรียนตอนบ่ายกับ อ. เพ็ญจันทร์ อัครโสภณ คือ การที่รู้ว่า ธรรมะในพุทธศาสนาสามารถนำมาประยุกต์กับบทบาทในการทำงาน บทบาทในการเป็นผู้นำที่ดีได้ เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้ว ก็เลยสงสัยว่า หลักการของเราก็ดี มีมาตั้งนานแล้วและทำไมต้องไปให้ต่างชาติมาสอนในสิ่งที่เรามี สิ่งที่เรารู้มาก่อนแล้ว หรือว่าสิ่งที่เรามีไม่เป็นภาษาอังกฤษเลยไม่เข้าใจมันหรือเปล่า ?
แง่คิด
ทุกสังคมล้วนมีประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและในแต่ละสังคมย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีในตัวของมันเอง เมื่อเราอยู่ในสังคมใดสังคมหนึ่ง สังคมนั้นจะเป็นสิ่งที่ปลูกฝังแนวคิด ค่านิยม พฤติกรรมต่างๆให้เราโดยที่เราไม่รู้ตัว หากเราได้อยู่ในสังคมที่ดีสภาพแวดล้อมที่ดี เราก็จะถูกสอนถูกปลูกฝังให้ทำแต่สิ่งที่ดี ถ้าเราอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่าไรนัก เราก็จะถูกปลูกฝังให้ทำในสิ่งที่แตกต่างไป เพื่อเป็นการเอาตัวรอดในสังคม หรือเป็นค่านิยมในสังคมนั้นๆ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่าไรนัก เราก็สามารถที่จะเลื่อกทำในสิ่งที่ดีได้เพียงแค่เรากล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะลองและกล้าที่จะทำในสิ่งที่ดีเพียงแค่เราเริ่มจากตัวเรา ซักวันหนึ่งผมว่าสังคมจะหันกลับมามองจุดเล็กๆจุดนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่การที่เราจะทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นก็ไม่ใช่ว่าทำเอาแบบตรงๆดื้อๆโดยไปกระทบกับคนรอบข้าง เราต้องทำแบบมีความยืดหยุ่นเพื่อที่จะไม่ไปกระทบกับคนรอบข้างของเรา ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน เราต้องรู้จักยืดหยุ่นในการทำงาน เป้าหมายที่ตั้งไว้อาจมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเราในแต่ละช่วงเวลาได้
จากกิจกรรมการวอร์มอัพสมอง สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ คือ ก่อนทำงานอะไรนั้น เราต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจแม้กระทั่งสมองของเราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเช่นกันจากกิจกรรมฝึกคิด คิดคล่องแคล่ว คิดละเอียด คิดริเริ่ม คิดยืดหยุ่น ทำให้ทราบว่า การทำงานทุกอยู่างนั้นต้องใช้ความคิดทั้งนั้นไม่ใช่คิดเฉพาะในสิ่งที่เห็นด้วยตาเท่านั้น แต่เราต้องใช้ประสาทสัมผัสที้งหมดที่มีร่วมคิดพิจารณาปัญหาต่างๆด้วย
กิจกรรมนำของไปดวงจันทร์ เป็นการให้เราลำดับความสำคัญของสิ่งของที่จะนำไปดวงจันทร์ เปรียบเทียบกันระหว่างการทำงานคนเดียวและการทำงานกลุ่ม โดยการทำงานคนเดียวจะตัดสินใจได้รวดเร็วแต่มุมมองอาจไม่หลากหลาย ส่วนการทำงานกลุ่มก็จะมีการโต้แย้งและมีการพูดชักจูงโน้มน้าวที่อาจทำให้เราไขว้เขวหรือหลงประเด็นได้เหมือนกัน แต่ผมว่าการทำงานกลุ่มมันจะทำให้เราได้คิดอย่างมีเหตุผลมากกว่า เพราะ ถ้าคนในกลุ่มมี1เหตุผล เราก็มี 1เหตุผล ดังนั้นการจะหาข้อสรุปจึงต้องมาคิดกันว่าเหตุผลของใครจึงจะดีที่สุดและถูกต้องเหมาะสมที่สุด
หมวกสีต่างๆ เป็นกิจกรรมที่สามารถเตือนสติเราให้เรารู้จักหน้าที่ของตนว่าควรทำอะไรตอนไหน และเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราคิดถึงคนรอบข้างเรา คิดถึงมุมมองความคิดของคนอื่นด้วยหากเราจะพูดอะไรหรือทำอะไรในการทำงานร่วมกัน
จากกิจกรรมทั้งหมดที่ทำมา ทำให้ทราบว่า การจะทำอะไรนั้น เราต้องคิดให้ดีก่อนลงมือทำ คิดถึงสิ่งที่จะตามมา คิดถึงคนรอบข้างที่ทำงานร่วมกับเรา
สิ่งที่จำนำไปปฏิบัติ
จะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง และจะพยายามหยุด… คิดก่อนเมื่อมีปัญหาเข้ามา และนำเรื่องหมวกมาใช้ เพื่อให้ตัวเองรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่และอยู่ในบทบาทหน้าที่ของอะไร
ในหลวงทรงห่วงคนไทยไปนอก ไม่กี่วันกลับพูดภาษาไทยไม่ได้
เสาร์ที่ผ่านมา
จากการที่ได้ฟังอาจารย์ ขจรศักดิ์ เล่าทำให้ทราบว่า ทุกวันนี้คนไทยเรากำลังวิ่งตามเทคโนโลยีวิ่งตามความเจริญต่างๆที่ชาวต่างชาติเป็นผู้กำหนดคิดค้นขึ้นมา วิ่งตามจนลืมในสิ่งดีๆที่เราเคยมีเคยทำมาในอดีต และทำให้สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากสังคมที่เป็นสังคมแบบพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เป็นสังคมแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าก็กลับกลายมาเป็นสังคมแห่งการแข่งขันกัน สังคมแห่งการเอารัดเอาเปรียบกันเป็นสังคมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทำให้คนในสังคมที่เคยเป็นสังคมแบบแบ่งปันเป็นสังคมแบบเอารัดเอาเปรียบ ยิ่งถ้าใครฉลาด(แกมโกง)แล้วยิ่งสามารถทำความเสียหายกับคนในชาติได้มาก
ดังนั้นก่อนที่เราจะรับหรือใช้วัฒนธรรมหรือเทคโนโลยีของชาติใด เพียงแค่เรา หยุด…ทบทวนก่อน ว่าสิ่งนั้นเหมาะสมกับตัวของเราเหมาะสมกับวัฒนธรรมของเราหรือไม่ หยุดเพื่อให้เรามีสติระลึกรับรู้สิ่งต่างๆที่กำลังจะเข้ามา ว่าเป็นสิ่งที่ควรรับหรือไม่ เช่นในปัจจุบันบริษัทโทรศัพท์มือถือกำลังแข่งขันกันเพื่อจะขายให้กับเด็กเยาวชน เราซึ่งเป็นเยาวชนควรจะรู้เท่าทันบริษัทต่างๆที่ขายโทรศัพท์มือถือ โดยเพียงแค่เรา หยุด…ทบทวนว่าโทรศัพท์มือถือมีความจำเป็นต่อเราแค่ไหน เรามีไว้ใช้ทำอะไร ถ้าเพียงต้องการสื่อสารเราก็ควรจะรู้ว่าเราควรเลือกซื้อระดับไหน ไม่ใช่ว่ารุ่นใหม่ออกมาเพื่อนเรามีแล้วเราต้องมีด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่รู้จักพอ เราควรคิดถึงความจำเป็นและฐานะของเราก่อน ก่อนที่
จะซื้อหรือทำอะไร
สิ่งที่จะนำไปใช้จากการศึกษา คือ
จะหยุด…คิด ทบทวนก่อนว่าสิ่งที่จะทำจะซื้อนั้นเหมาะสมและสมควรที่จะทำหรือไม่
แนะนำตัวเอง
นายรณชัย วงศ์พระเวทย์
ภาควิชาเครื่องมือและวัสดุ ปี 3
Tel 083-8404152
E-mail ronnachai_ae@hotmail.com
การจัดการความรู้และการบริหารงาน
ในวันเสาร์ที่ผ่านมาไม่ได้เข้าเรียนในห้อง แต่ก็ได้รับเอกสารจากเพื่อนๆที่เข้าไปเรียน(ขอบคุณมากครับ) เลยอ่านและนำสิ่งที่น่าสนใจมาดังนี้
ข้อมูลเมื่อเราทำการวิเคราะห์แล้วจะได้สารสนเทศ
สารสนเทศเมื่อผ่านการเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับสารสนเทศอื่นเราก็จะได้ความรู้ออกมา
ความรู้ที่ได้ถ้าเรานำไปปฏิบัติมันจะก่อให้เกิดปัญญา
ส่วนตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักเวลาอ่าน ก็พอจะสรุปออกมาได้ว่า
EK คือความรู้แจ้งเห็นชัด เป็นสิ่งที่สามารถทำตามกันได้
TK คือความรู้ที่ฝังแน่น ต้องใช้ประสบการณ์ช่วย สอนกันได้ยาก
KM เป็นกระบวนการนำความรู้ที่มีไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด (อยากทราบว่า KM เกิดจากการที่ EK รวมกับ TK รึเปล่าครับใครทราบช่วยตอบที)
ส่วนหัวข้อที่อ่านแล้วประทับใจมากที่สุดคือหัวข้อเรื่อง “หัวใจของทีมที่มีประสิทธิผล”
การที่ทีมจะทำงานร่วมกันได้สำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใว้ได้ทุกคนในทีมจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันและชัดเจน
บรรยายพิเศษ
ในวันเสาร์ที่ผ่านมาในช่วง 2 ชั่วโมงแรกนั้นมีอาจารย์พิเศษมาบรรยาย เกี่ยวกับหัวข้อการทำโครงการ การเขียนโครงการ และได้ให้ข้อคิดต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อพวกผมในการทำงานมากมาย เช่น เรื่องการเรียนรู้ไม่ใช่การเรียนรู้ทางเดียวต้องมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน จะได้เป็นการพัฒนาตัวเองและผู้อื่นไปพร้อมๆกันด้วย เพราะเหตุใดผู้นำต้องเรียนรู้โครงการ ซึ่งเราจะได้วิธีการและมุมมองต่อโครงการนั้นๆในภาพกว้างเหมือนกับการเรียนรู้ในครั้งที่แล้วว่า ผู้นำต้อง มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง และเพื่อเป็นการช่วยในการบริหารงานและสามารถจัดกิจกรรมต่อไปได้ และสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการได้เรียนรู้ในวันเสาร์นั่นก็คือ คำพูดที่ว่า No action talk only ไม่ใช่ผู้นำที่ดี
บ่ายวันเสาร์
จากการที่ได้ปรึกษากันในตอนบ่าย ก็ได้ข้อสรุปว่า กลุ่มของพวกเราจะใช้หัวข้อ โครงการในพระราชดำริเป็นหัวข้อหลัก ส่วนหัวข้อการพัฒนาผู้นำและการสอนหนังสือนั้นเป็นหัวข้อรองของการทำงานในครั้งนี้ โดยหัวข้อการพัฒนาผู้นำนี้เราจะจัดแคมป์ให้น้องๆ เพื่อนๆ ที่ไปกับเราได้มีโอกาสกลับมาพัฒนาตัวเองโดยการเป็นผู้นำร่วมกับพวกเราสอนน้องจากโรงเรียนต่างๆ รอบๆมหาวิทยาลัยของเรา
จากการที่เราได้คุยกันในหัวข้อหลักเรื่อง “โครงการในพระราชดำริ” เราจะไปศึกษา โครงการต่างๆที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิดริเริ่มและทดลองทำที่สวนจิตรลดา กับบุคคลที่สนใจในแต่ละภาควิชา โดยเราจะเปิดรับสมัคร และหัวข้อที่พวกเราจะทำกันก็ให้แต่ละคนไปศึกษามาว่าอยากจะทำอะไร แล้วค่อยมาตกลงกันในวันพุธตอนเย็นว่าเราจะทำหัวข้ออะไรเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริ
ส่วนกิจกรรมหลังจากที่พวกเราจะทำกันหลังไปสวนจิตรลดาก็คือ พวกเราจะทำเป็นนิทรรศการภาพถ่าย และหลังจากนั้นก็จะให้บุคคลที่ไปกับกลุ่มเราร่วมกับพวกเราในการทำกิจกรรมโดยการตั้งแคมป์และเชิญนักเรียนที่อยู่ในบริเวณรอบมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมกิจกรรมกับพวกเรา
การรับสมัคร จะมีการประชาสัมพันธ์ในหลายๆรูปแบบคือ
1. ทำลงเวปมหาวิทยาลัย
2. ทำลงเวปบอร์ดต่างๆ
3. ทำแผ่นประกาศรอบๆมหาวิทยาลัย
4. ให้เพื่อนๆในกลุ่มของพวกเราบอกต่อๆกันให้คนในแต่ละภาควิชาได้รับรู้
5. จัดทำป้าย cut-out เชิญชวน
กำหนดการที่วางไว้ (อาจเปลี่ยนแปลงได้)
25 กค. สรุปกจกรรมและแบ่งงานกัน (นัดเจอเพื่อนๆทุกคน 5 โมงเย็นที่ห้องประชุม 2 ชั้นลอยโรงอาหาร)
26 กค. ส่งโครงร่างกิจกรรม
28 กค. เสนอความก้าวหน้าที่ได้นำเนินการต่อ
29 กค. เริ่มประชาสัมพันธ์
22 สค. รับสมัครบุคคลที่จะไปร่วมทำกิจกรรมด้วย
23 สค. สรุปยอดคนที่จะไป โดยการมีการจัดอบรมก่อนไป
26 สค. ไปดูงานที่สวนจิตรลดา
9-15 กย. เตรียมเผยแพร่โครงการ
16-22 กย. เผยแพร่โครงการ
22-23 กย. สรุปโครงการ
ปล. โครงการทุกอย่างและเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้
เพื่อนๆทุกคนช่วยกันหาหัวข้อโครงการในพระราชดำริที่สนใจมาลงความคิดเห็นกันในวันพุธด้วยนะครับ
สถานที่ในวันพุธอาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถติดต่อที่เบอร์ 087-0385669 (พี่เจี๊ยบ)
หากสิ่งที่บอกมาข้างต้นตกหล่นหรือผิดพลาดอะไรไปก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ