Wander Of Gust

Just another WordPress.com weblog

สิ้นสุด – เริ่มต้น

     วันนี้เป็นวันที่นำเสนอโครงการเพื่อให้อาจารย์ได้ทราบถึงกระบวนการการทำงานต่างๆของพวกเรา ทั้งสิ่งที่อาจารย์ได้ทราบมาก่อนและในสิ่งที่ไม่เคยทราบมาก่อน ต่อจากนั้นอาจารย์ทั้งสองท่านก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการนำเสนอและรูปเล่มรายงาน ในเรื่องการนำเสนอนั้นผมควรจะไปฝึกในเรื่องการพูดให้ดีขึ้น ส่วนเรื่องรูปเล่มรายงานเราต้องใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของรูปเล่มรายงานและการนำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจของการนำเสนอนั่นก็คือ กระบวนการคิดวิเคราะห์ของพวกเรา จากข้อเสนอแนะของอาจารย์ทั้งสองทำให้ผมทราบว่า การทำงานของผมนั้นยังไม่ละเอียดรอบคอบพอ ยังละเลยในสิ่งที่ควรทำ โดยสิ่งเหล่านี้ผมจะนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป

     จากการประเมินตนเอง Self Assessment  ผมตกอยู่ในช่องของ Authoritarian เป็นกลุ่มที่มุ่งหวังผลงานสูง โดยอาจไม่ค่อยใส่ใจกับรอบข้าง ต่อไปก็จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ                                                                                                        

     ถึงแม้การเรียนในวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่มันก็เป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นที่เราต้องนำสิ่งที่ได้รับไปปรับปรุงและนำไปใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองและคนรอบข้างของเราต่อไป

     พืชเมล็ดหนึ่งที่เดินทางไปโดยไม่มีจุดหมาย เดินทางไปตามทางของมัน ริมถนนบ้าง บนโขดหินบ้าง แต่ละวันก็จะพบกับแรงต่างๆในธรรมชาติ เช่น แรงลม แสงแดด สายฝน ทำให้มันกระเด็นไปโดยไม่มีทิศทาง จนวันหนึ่งด้วยความบังเอิญทำให้เมล็ดพืชเมล็ดนั้นได้ตกมายังดินที่ดี ดินที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆและความชุ่มฉ่ำ โดยสิ่งเหล่านี้ที่ดินเป็นผู้ป้อนให้เมล็ดพืชเมล็ดนั้นทำให้เมล็ดพืชนั้นได้เติบโต เป็นต้นกล้าที่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับแรงลม แสงแดด สายฝนได้ และพร้อมที่จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ในอนาคตที่พร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขาให้ร่ม ออกดอกออกผลแก่คนทั่วไป และในวันหนึ่งต้นไม้ต้นนั้นจะกลับมาเป็นดินอีกครั้ง  

                                                                                            ขอบคุณครับดิน    จากต้นกล้า 

October 3, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 6 Comments

22 กันยายน

หลังจากที่ ผอ.การคลัง อ.ปราณี มาสอนทำให้ผมคิดว่า ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำงานในทุกบริษัทในทุกองค์กร แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้เริ่มขาดหายไปจากสังคมไทย จึงส่งผลให้องค์กรต่างๆรวมถึงประเทศของเราไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่สิ่งหนึ่ง

ที่ทำให้สังคมเราเปลี่ยนไปเช่นนี้ ผมคิดว่าเกิดจากการที่เรารับวัฒนธรรมจากต่างชาติเข้ามา

รับวัฒนธรรมบริโภคนิยม วัตถุนิยม รับเข้ามาโดยที่เราไม่พร้อมที่จะรับมัน ทำให้คนเห็นความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ เมื่อคนเราให้ความสำคัญกับวัตถุมาก กว่าจิตใจก็จะทำให้เราเกิดความอยาก อยากมี อยากได้ และปัจจัยที่สนองความต้องการ

ในความอยากของเราก็คือ เงิน เพราะเงินทำให้เรามีสิ่งของที่เราอยากมี อยากได้ ดังนั้นปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์จึงตามมาเพื่อที่เราจะได้สิ่งของที่เราต้องการมาเร็วขึ้น

เพื่อมาตอบสนองความต้องการ ของเราและเพื่อให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย

ในสังคมที่เร่งรีบอย่างในปัจจุบันสิ่งที่ทำให้เขาคิดว่า จะทำให้เขามีความสะดวกสบายมากขึ้นเช่นรถยนต์นั้นเราเคยคิดกันบ้างไหมว่า

ถึงแม้ว่าเราจะมีรถยนต์ที่พาเราให้ไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้นแต่เราก็ต้องทนกับรถที่ติดขัด

ทนอยู่บนสิ่งที่เราคิดว่าจะพาเราไปถึงที่หมาย ได้เร็วขึ้นและเมื่อเรามีมันเราต้องให้ความสำคัญกับมัน สนใจมันเหมือนมันเป็นญาติของเราว่า น้ำมันหมด หม้อน้ำแห้ง ต้องตรวจเช็คสภาพรถทุก สามเดือน

ลองถามตัวเองดูว่าคุณให้ความสำคัญกับคนรอบข้างคุณเท่ากับสิ่งของรอบตัวคุณหรือไม่ มันถึงเวลาแล้วหรือยัง

เคยคิดกันบ้างไหมว่าทำไมคนในอดีตถึงสามารถอยู่กันได้โดยไม่ต้องมีรถ ไม่ต้องมีสิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายนัก นั่นก็เพราะว่าเขาอยู่ด้วยการช่วยเหลือกัน พึ่งพาอาศัยกันด้วยใจไม่ใช่ด้วยเงินเหมือนในปัจจุบันที่ทำอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด การทำสัญญา การเรียนการเงินการคลัง เรียนไว้ก็เพื่อกันคนอื่นมาโกงเรา ไม่เหมือนในอดีตที่ไม่ต้องมีสัญญาก็ทำงานร่วมกันได้ (แล้วทำอย่างไรความซื่อสัตย์ของคนไทยจึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ?)

เลยมีข้อเสนออีกสิ่งหนึ่งสำหรับผู้นำในทุกๆระดับว่า อยากให้ผู้นำทุกคน ผ่านคอร์สการเรียนฝึกอบรมความซื่อสัตย์ และมีประกาศนียบัตรความซื่อสัตย์ให้ และถ้าหากใครมีแล้วยังทำไม่ได้อีกก็ไม่สมควรจะเป็นผู้นำอีกต่อไป เพราะถ้าตะยังให้เป็นผู้นำอยู่ต่อไป งานที่เขาทำอยู่ส่วนนั้นก็คงจะมีการโกงกันต่อไป ทำให้ส่วนรวมเสียไปเปล่าๆ

 

 

สิ่งที่ประทับใจในการเรียนตอนบ่ายกับ อ. เพ็ญจันทร์ อัครโสภณ คือ การที่รู้ว่า ธรรมะในพุทธศาสนาสามารถนำมาประยุกต์กับบทบาทในการทำงาน บทบาทในการเป็นผู้นำที่ดีได้ เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้ว ก็เลยสงสัยว่า หลักการของเราก็ดี มีมาตั้งนานแล้วและทำไมต้องไปให้ต่างชาติมาสอนในสิ่งที่เรามี สิ่งที่เรารู้มาก่อนแล้ว หรือว่าสิ่งที่เรามีไม่เป็นภาษาอังกฤษเลยไม่เข้าใจมันหรือเปล่า ?

 

September 26, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 2 Comments

แง่คิด

     ทุกสังคมล้วนมีประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและในแต่ละสังคมย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีในตัวของมันเอง  เมื่อเราอยู่ในสังคมใดสังคมหนึ่ง สังคมนั้นจะเป็นสิ่งที่ปลูกฝังแนวคิด ค่านิยม พฤติกรรมต่างๆให้เราโดยที่เราไม่รู้ตัว หากเราได้อยู่ในสังคมที่ดีสภาพแวดล้อมที่ดี เราก็จะถูกสอนถูกปลูกฝังให้ทำแต่สิ่งที่ดี ถ้าเราอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่าไรนัก เราก็จะถูกปลูกฝังให้ทำในสิ่งที่แตกต่างไป เพื่อเป็นการเอาตัวรอดในสังคม หรือเป็นค่านิยมในสังคมนั้นๆ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่าไรนัก เราก็สามารถที่จะเลื่อกทำในสิ่งที่ดีได้เพียงแค่เรากล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะลองและกล้าที่จะทำในสิ่งที่ดีเพียงแค่เราเริ่มจากตัวเรา ซักวันหนึ่งผมว่าสังคมจะหันกลับมามองจุดเล็กๆจุดนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่การที่เราจะทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นก็ไม่ใช่ว่าทำเอาแบบตรงๆดื้อๆโดยไปกระทบกับคนรอบข้าง เราต้องทำแบบมีความยืดหยุ่นเพื่อที่จะไม่ไปกระทบกับคนรอบข้างของเรา ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน เราต้องรู้จักยืดหยุ่นในการทำงาน เป้าหมายที่ตั้งไว้อาจมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเราในแต่ละช่วงเวลาได้

September 17, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 2 Comments

จากกิจกรรมการวอร์มอัพสมอง สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ คือ ก่อนทำงานอะไรนั้น เราต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจแม้กระทั่งสมองของเราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเช่นกันจากกิจกรรมฝึกคิด คิดคล่องแคล่ว คิดละเอียด คิดริเริ่ม คิดยืดหยุ่น ทำให้ทราบว่า การทำงานทุกอยู่างนั้นต้องใช้ความคิดทั้งนั้นไม่ใช่คิดเฉพาะในสิ่งที่เห็นด้วยตาเท่านั้น แต่เราต้องใช้ประสาทสัมผัสที้งหมดที่มีร่วมคิดพิจารณาปัญหาต่างๆด้วย

กิจกรรมนำของไปดวงจันทร์ เป็นการให้เราลำดับความสำคัญของสิ่งของที่จะนำไปดวงจันทร์ เปรียบเทียบกันระหว่างการทำงานคนเดียวและการทำงานกลุ่ม โดยการทำงานคนเดียวจะตัดสินใจได้รวดเร็วแต่มุมมองอาจไม่หลากหลาย ส่วนการทำงานกลุ่มก็จะมีการโต้แย้งและมีการพูดชักจูงโน้มน้าวที่อาจทำให้เราไขว้เขวหรือหลงประเด็นได้เหมือนกัน แต่ผมว่าการทำงานกลุ่มมันจะทำให้เราได้คิดอย่างมีเหตุผลมากกว่า เพราะ ถ้าคนในกลุ่มมี1เหตุผล เราก็มี 1เหตุผล ดังนั้นการจะหาข้อสรุปจึงต้องมาคิดกันว่าเหตุผลของใครจึงจะดีที่สุดและถูกต้องเหมาะสมที่สุด

หมวกสีต่างๆ เป็นกิจกรรมที่สามารถเตือนสติเราให้เรารู้จักหน้าที่ของตนว่าควรทำอะไรตอนไหน และเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราคิดถึงคนรอบข้างเรา คิดถึงมุมมองความคิดของคนอื่นด้วยหากเราจะพูดอะไรหรือทำอะไรในการทำงานร่วมกัน

 จากกิจกรรมทั้งหมดที่ทำมา ทำให้ทราบว่า การจะทำอะไรนั้น เราต้องคิดให้ดีก่อนลงมือทำ คิดถึงสิ่งที่จะตามมา คิดถึงคนรอบข้างที่ทำงานร่วมกับเรา

สิ่งที่จำนำไปปฏิบัติ

จะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง และจะพยายามหยุด… คิดก่อนเมื่อมีปัญหาเข้ามา และนำเรื่องหมวกมาใช้ เพื่อให้ตัวเองรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่และอยู่ในบทบาทหน้าที่ของอะไร

September 12, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 2 Comments

ในหลวงทรงห่วงคนไทยไปนอก ไม่กี่วันกลับพูดภาษาไทยไม่ได้

29 สิงหาคม 2550 21:54 น.
<!–

“ในหลวง”ทรงมีพระราชดำรัสกับคณะทูตให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาไทยที่มีวัฒนธรรมไทยมายาวนาน ห่วงคนไทยไปนอกไม่กี่วันพูดภาษาไทยไม่ได้ เผยคนไทยมีความภูมิใจที่เป็นคนไทย เพราะอยู่เมืองไทย เป็นคนไทย สามารถศึกษาว่า เมืองไทย คนไทย มีความดี

เมื่อเวลา 16.44 น. วันที่ 29 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินลง ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายนิตย์ พิบูลสงคราม รมว.การต่างประเทศ นำคณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย ที่ปฏิบัติราชการอยู่ในต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานพระบรมราโชวาท ในโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ไทย ประจำปี 2550 ที่กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม-1 กันยายน พร้อมกันนี้ นายนิตย์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

 ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ และยังทรงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาที่แสดงให้เห็นถึงความมีอารยธรรมและความเจริญของชาติไทยที่มีมาช้านาน ว่า “ท่านทูตคงกลุ้มใจที่คนที่ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่กี่วัน ลืม ไม่นาน กลับมาพูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะว่านึกว่าไปต่างประเทศนั้นต้องไปเรียนรู้ความเป็นไม่เป็นไทย ฉะนั้นก็เห็นใจท่าน เพราะว่าท่านเป็นทูต คนที่ไปต่างประเทศไม่กี่วันและไปพบกับท่านทูต พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ว่าต่างประเทศ ฝรั่งไปพบท่าน มาเมืองไทยไม่นานกลับไปพูดภาษาไทยได้ อันนี้ก็ชอบกล ประหลาดมาก แต่ว่าต้องเข้าใจว่าคนที่ไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่ก็ได้มีโอกาสไปต่างประเทศ เขามีปมด้อย คนไทยนั้นส่วนใหญ่ไม่มีปมด้อย คนไทยมีความภูมิใจที่เป็นคนไทย เพราะว่าอยู่เมืองไทย เป็นคนไทย เขาได้สามารถศึกษาว่า เมืองไทย คนไทย มีความดี แต่ผู้ที่ไปต่างประเทศนึกว่า เราก็พูดอย่างเดียวกับผู้ที่ไปเมืองฝรั่ง ไม่ใช่พวกที่ไปเมืองแขก เมืองจีน แต่ว่า พวกที่ไปฝรั่งเพราะเห่อว่า ฝรั่งเขาเจริญ ฝรั่งเขาเจริญเพราะว่าบ้านเมืองของเขามีความก้าวหน้าหลายอย่าง คนไทยก็เลยมีปมด้อยว่าเราไหนว่าไม่มีความเจริญ ปัญหาที่เกิดขึ้นว่าจะทำยังไง สำหรับแก้ไข ก็เล่าให้ท่านฟังแล้วว่าข้าพเจ้ามาเมืองไทย ไม่รู้ภาษาไทย แล้วก็ออกไป อายุ 5 ขวบ กลับมาอายุ 11 ก็ไม่ค่อยรู้ภาษาไทย ที่จริงรู้ภาษาไทยก็โดยที่สมเด็จพระบรมราชชนนีท่านไม่พูดภาษาฝรั่งกับเรา ท่านพูดภาษาไทย ก็เลยรู้ภาษาไทย แต่เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้ อ่านไม่ค่อยได้ ตอนอายุ 11 ก็ได้เรียน จนกระทั่งอายุ 18 ก็เขียนภาษาไทย อ่านภาษาไทยไม่ค่อยได้ มาอ่านภาษาไทยได้ทีหลัง แต่ก็อยู่ที่ความเป็นไทยนี่ลำบาก ก็พยายามที่จะเรียนภาษาไทย แต่ผู้ที่ไปแล้วไปหาท่านทูตแต่พูดภาษาไทยไม่ชัด นั่นส่วนใหญ่เขาก็รู้ภาษาไทย ออกไป 2-3 วัน ลืมภาษาไทยแล้ว เพราะว่าเป็นคนที่ไม่ศึกษา  วิธีที่จะทำท่านทูตก็คงต้องล้างสมองเขา วิธีที่จะปฏิบัติ ต้องล้างสมองเขาว่าประเทศไทยมีภาษาไทยมานานแล้ว นาน มีวัฒนธรรมไทย มีนานกว่าประเทศต่างประเทศในยุโรปหลายประเทศ ก่อนนี้ในต่างประเทศ เป็นที่เขาเรียกว่า มิดเดิล เอจ (Middle Age) หมายความว่าเป็นยุคที่ไม่เจริญ เมืองไทยนี่ยุคกลางของเราเจริญแล้ว ถ้าอยากจะให้แก้ไข เราจะต้องศึกษายุคกลางของเราว่าเจริญแล้ว และบอกกับพวกที่เขานึกว่าเมืองไทยไม่เจริญให้เข้าใจ แล้วก็ที่ประเทศไทยนี้มีภาษาไทย มีตัวอักษรไทยมาตั้งแต่สมัยที่เป็นยุคกลางของฝรั่ง หมายความว่า มิดเดิล เอจ ของคนฝรั่ง ของเราหลายร้อยปี มีภาษา มีตัวอักษร ของฝรั่งไม่มี เราไม่พูดถึงอเมริกา ไม่พูดถึงแอฟริกา แต่ในยุโรปซึ่งเป็นประเทศที่เจริญ แต่ตอนนั้นไม่ได้เจริญ เราเจริญก่อน แต่ว่าที่เมืองไทยจะไม่เจริญเพราะว่ามีคนอย่างพวกที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเมืองไทยเจริญมานานแล้ว ก็วิธีที่จะทำคือต้องรู้สึกยกย่องและต้องพยายามที่จะทำให้เข้าใจว่าเมืองไทยนี้เจริญมานานแล้ว”  นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องของการใช้พลังงานทดแทน ความว่า “มันมีอันตรายทั้งนั้น เขาก็บอกเดี๋ยวนี้ พลังงานปรมาณู เป็นพลังงานที่สะอาดมาก ก็จริง สะอาดที่สุด แต่ว่า ถ้าอันตรายก็อันตรายถึงตายทั้งนั้น ท่านทูตน่าไปถามผู้เชี่ยวชาญ ท่านทำเกี่ยวข้องพลังงาน แต่การที่จะทำพลังงานที่ไม่อันตราย อย่างไบโอดีเซล หรืออะไรก็น่าจะคิดจะทำ แต่ไบโอดีเซลมันน้อย ก็ต้องเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง คือ เราไม่ได้พูดกันมาปีหนึ่งแล้ว เกือบปีที่ไม่ได้พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ที่พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่าสมัยนี้ก็ เอะอะอะไรก็พอเพียงๆ พระเจ้าอยู่หัว ที่นี้พูดแล้วเศรษฐกิจพอเพียง คนก็บอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง มันไม่พอเพียง ความจริงมันพอเพียง ถ้าเราพอเพียง แต่ตัวเราไม่ยอมพอเพียง ที่มันใช้ไม่ได้ เพราะคนเราไม่พอเพียง ความสุขถ้าจะมีอยู่แล้ว ก็คือ พอเพียงนั่นเอง ถ้าคนเขาพอเขามีความสุข และเราก็มีความสุข ถ้าคนอยากได้โน่น อยากได้นี่มาก เราเห็นแล้วมันไม่พอเพียง เราก็ไม่มีความสุข แต่ความสุขของคน แสดงออกมาด้วยความพอเพียง สำคัญตรงนี้ ให้ทำตัวเองให้พอเพียง”

September 7, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 3 Comments

เสาร์ที่ผ่านมา

     จากการที่ได้ฟังอาจารย์ ขจรศักดิ์ เล่าทำให้ทราบว่า ทุกวันนี้คนไทยเรากำลังวิ่งตามเทคโนโลยีวิ่งตามความเจริญต่างๆที่ชาวต่างชาติเป็นผู้กำหนดคิดค้นขึ้นมา วิ่งตามจนลืมในสิ่งดีๆที่เราเคยมีเคยทำมาในอดีต และทำให้สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากสังคมที่เป็นสังคมแบบพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เป็นสังคมแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าก็กลับกลายมาเป็นสังคมแห่งการแข่งขันกัน สังคมแห่งการเอารัดเอาเปรียบกันเป็นสังคมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทำให้คนในสังคมที่เคยเป็นสังคมแบบแบ่งปันเป็นสังคมแบบเอารัดเอาเปรียบ ยิ่งถ้าใครฉลาด(แกมโกง)แล้วยิ่งสามารถทำความเสียหายกับคนในชาติได้มาก
     ดังนั้นก่อนที่เราจะรับหรือใช้วัฒนธรรมหรือเทคโนโลยีของชาติใด เพียงแค่เรา หยุด…ทบทวนก่อน ว่าสิ่งนั้นเหมาะสมกับตัวของเราเหมาะสมกับวัฒนธรรมของเราหรือไม่ หยุดเพื่อให้เรามีสติระลึกรับรู้สิ่งต่างๆที่กำลังจะเข้ามา ว่าเป็นสิ่งที่ควรรับหรือไม่ เช่นในปัจจุบันบริษัทโทรศัพท์มือถือกำลังแข่งขันกันเพื่อจะขายให้กับเด็กเยาวชน เราซึ่งเป็นเยาวชนควรจะรู้เท่าทันบริษัทต่างๆที่ขายโทรศัพท์มือถือ โดยเพียงแค่เรา หยุด…ทบทวนว่าโทรศัพท์มือถือมีความจำเป็นต่อเราแค่ไหน เรามีไว้ใช้ทำอะไร ถ้าเพียงต้องการสื่อสารเราก็ควรจะรู้ว่าเราควรเลือกซื้อระดับไหน ไม่ใช่ว่ารุ่นใหม่ออกมาเพื่อนเรามีแล้วเราต้องมีด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่รู้จักพอ เราควรคิดถึงความจำเป็นและฐานะของเราก่อน ก่อนที่
จะซื้อหรือทำอะไร 

สิ่งที่จะนำไปใช้จากการศึกษา คือ
     จะหยุด…คิด ทบทวนก่อนว่าสิ่งที่จะทำจะซื้อนั้นเหมาะสมและสมควรที่จะทำหรือไม่

September 5, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 1 Comment

แนะนำตัวเอง

นายรณชัย   วงศ์พระเวทย์

ภาควิชาเครื่องมือและวัสดุ ปี 3

Tel 083-8404152

E-mail  ronnachai_ae@hotmail.com

August 2, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | No Comments Yet

การจัดการความรู้และการบริหารงาน

     ในวันเสาร์ที่ผ่านมาไม่ได้เข้าเรียนในห้อง แต่ก็ได้รับเอกสารจากเพื่อนๆที่เข้าไปเรียน(ขอบคุณมากครับ) เลยอ่านและนำสิ่งที่น่าสนใจมาดังนี้

ข้อมูลเมื่อเราทำการวิเคราะห์แล้วจะได้สารสนเทศ

สารสนเทศเมื่อผ่านการเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับสารสนเทศอื่นเราก็จะได้ความรู้ออกมา

ความรู้ที่ได้ถ้าเรานำไปปฏิบัติมันจะก่อให้เกิดปัญญา

     ส่วนตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักเวลาอ่าน ก็พอจะสรุปออกมาได้ว่า

EK คือความรู้แจ้งเห็นชัด เป็นสิ่งที่สามารถทำตามกันได้

TK คือความรู้ที่ฝังแน่น ต้องใช้ประสบการณ์ช่วย สอนกันได้ยาก

KM เป็นกระบวนการนำความรู้ที่มีไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด (อยากทราบว่า KM เกิดจากการที่ EK รวมกับ TK รึเปล่าครับใครทราบช่วยตอบที)

     ส่วนหัวข้อที่อ่านแล้วประทับใจมากที่สุดคือหัวข้อเรื่อง “หัวใจของทีมที่มีประสิทธิผล”

การที่ทีมจะทำงานร่วมกันได้สำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใว้ได้ทุกคนในทีมจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันและชัดเจน

August 2, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | No Comments Yet

บรรยายพิเศษ

        ในวันเสาร์ที่ผ่านมาในช่วง 2 ชั่วโมงแรกนั้นมีอาจารย์พิเศษมาบรรยาย เกี่ยวกับหัวข้อการทำโครงการ การเขียนโครงการ และได้ให้ข้อคิดต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อพวกผมในการทำงานมากมาย  เช่น เรื่องการเรียนรู้ไม่ใช่การเรียนรู้ทางเดียวต้องมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน จะได้เป็นการพัฒนาตัวเองและผู้อื่นไปพร้อมๆกันด้วย       เพราะเหตุใดผู้นำต้องเรียนรู้โครงการ ซึ่งเราจะได้วิธีการและมุมมองต่อโครงการนั้นๆในภาพกว้างเหมือนกับการเรียนรู้ในครั้งที่แล้วว่า ผู้นำต้อง มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง และเพื่อเป็นการช่วยในการบริหารงานและสามารถจัดกิจกรรมต่อไปได้ และสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการได้เรียนรู้ในวันเสาร์นั่นก็คือ คำพูดที่ว่า No action talk only ไม่ใช่ผู้นำที่ดี

July 25, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 2 Comments

บ่ายวันเสาร์

    จากการที่ได้ปรึกษากันในตอนบ่าย ก็ได้ข้อสรุปว่า กลุ่มของพวกเราจะใช้หัวข้อ โครงการในพระราชดำริเป็นหัวข้อหลัก ส่วนหัวข้อการพัฒนาผู้นำและการสอนหนังสือนั้นเป็นหัวข้อรองของการทำงานในครั้งนี้ โดยหัวข้อการพัฒนาผู้นำนี้เราจะจัดแคมป์ให้น้องๆ เพื่อนๆ ที่ไปกับเราได้มีโอกาสกลับมาพัฒนาตัวเองโดยการเป็นผู้นำร่วมกับพวกเราสอนน้องจากโรงเรียนต่างๆ รอบๆมหาวิทยาลัยของเรา          

   จากการที่เราได้คุยกันในหัวข้อหลักเรื่อง โครงการในพระราชดำริ เราจะไปศึกษา โครงการต่างๆที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิดริเริ่มและทดลองทำที่สวนจิตรลดา กับบุคคลที่สนใจในแต่ละภาควิชา โดยเราจะเปิดรับสมัคร และหัวข้อที่พวกเราจะทำกันก็ให้แต่ละคนไปศึกษามาว่าอยากจะทำอะไร แล้วค่อยมาตกลงกันในวันพุธตอนเย็นว่าเราจะทำหัวข้ออะไรเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริ

    ส่วนกิจกรรมหลังจากที่พวกเราจะทำกันหลังไปสวนจิตรลดาก็คือ พวกเราจะทำเป็นนิทรรศการภาพถ่าย และหลังจากนั้นก็จะให้บุคคลที่ไปกับกลุ่มเราร่วมกับพวกเราในการทำกิจกรรมโดยการตั้งแคมป์และเชิญนักเรียนที่อยู่ในบริเวณรอบมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมกิจกรรมกับพวกเรา

    การรับสมัคร จะมีการประชาสัมพันธ์ในหลายๆรูปแบบคือ

1. ทำลงเวปมหาวิทยาลัย

2. ทำลงเวปบอร์ดต่างๆ

3. ทำแผ่นประกาศรอบๆมหาวิทยาลัย

4. ให้เพื่อนๆในกลุ่มของพวกเราบอกต่อๆกันให้คนในแต่ละภาควิชาได้รับรู้

5. จัดทำป้าย cut-out เชิญชวน

    กำหนดการที่วางไว้ (อาจเปลี่ยนแปลงได้)

 25 กค. สรุปกจกรรมและแบ่งงานกัน (นัดเจอเพื่อนๆทุกคน 5 โมงเย็นที่ห้องประชุม 2 ชั้นลอยโรงอาหาร)

 26 กค. ส่งโครงร่างกิจกรรม

 28 กค. เสนอความก้าวหน้าที่ได้นำเนินการต่อ

 29 กค. เริ่มประชาสัมพันธ์

 22 สค. รับสมัครบุคคลที่จะไปร่วมทำกิจกรรมด้วย

 23 สค. สรุปยอดคนที่จะไป โดยการมีการจัดอบรมก่อนไป

 26 สค. ไปดูงานที่สวนจิตรลดา

 9-15 กย. เตรียมเผยแพร่โครงการ

 16-22 กย. เผยแพร่โครงการ

22-23 กย. สรุปโครงการ

ปล. โครงการทุกอย่างและเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้

     เพื่อนๆทุกคนช่วยกันหาหัวข้อโครงการในพระราชดำริที่สนใจมาลงความคิดเห็นกันในวันพุธด้วยนะครับ

     สถานที่ในวันพุธอาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถติดต่อที่เบอร์ 087-0385669 (พี่เจี๊ยบ)

     หากสิ่งที่บอกมาข้างต้นตกหล่นหรือผิดพลาดอะไรไปก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

July 21, 2007 Posted by harurecca | Uncategorized | | 4 Comments